
จังหวัดเลย ประชุมหารือและขับเคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำโขง
วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมกาสะลอง โรงแรมพันล้าน บูติค รีสอร์ท อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มอบหมายให้ นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เข้าร่วมการประชุมหารือและขับเคลื่อนนโยบายด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำโขง โดยมี นายศรัณย์ศักดิ์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วย ผู้แทนจากจังหวัดเลย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อุดรธานี หนองบัวลำภู สกลนคร ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวระหว่างจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และส่งเสริมการท่องเที่ยววิถีชีวิตลุ่มแม่น้ำโขง (ประกอบด้วย จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร) ให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยมีการรายงานผลการดำเนินงานที่ผ่านมา การเบิกจ่ายงบประมาณ ตลอดจนพิจารณาแนวทางขับเคลื่อนแผนงาน/โครงการในปีงบประมาณ 2569
ในการนี้ จังหวัดเลยได้นำเสนอภาพรวมสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด โดยในปี พ.ศ. 2568 (มกราคม – ธันวาคม) จังหวัดเลยมีผู้เยี่ยมเยือนรวมกว่า 2.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 คิดเป็นร้อยละประมาณ 4–5 โดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ และมีรายได้จากการท่องเที่ยวรวมกว่า 6,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว ทั้งจากตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศ และได้นำเสนอแนวทางการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ภายใต้แนวคิด “รักเลย 365 วัน” เพื่อย้ำภาพลักษณ์จังหวัดเลยเป็นเมืองท่องเที่ยวได้ทั้งปี สนุกได้ทุกฤดูกาล โดยมุ่งเน้นการสื่อสารใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและ Soft Power (Cultural Heritage) จังหวัดเลยมีความโดดเด่นด้านทุนวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อาทิ ความเชื่อและสีสันของ “ผีตาโขน” อำเภอด่านซ้าย ผีขนน้ำ อำเภอเชียงคาน และผีบุ้งเต้า อำเภอภูเรือรวมถึงวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ไทดำ ไทลื้อ ไทพวน ที่สะท้อนผ่านเครื่องแต่งกาย อาหาร และประเพณีท้องถิ่น ตลอดจนงานหัตถกรรม “ผ้าฝ้ายเมืองเลย” ที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจฐานราก 2) ธรรมชาติและภูมิประเทศ (Nature & Scenic Views) ชูจุดขายฤดูกาลแห่งสายหมอกและทะเลหมอก บนแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น ภูกระดึง ภูเรือ ภูทอก และอุทยานแห่งชาติในพื้นที่ พร้อมประชาสัมพันธ์ความงดงามของทุ่งดอกไม้เมืองหนาว โดยเฉพาะในอำเภอภูเรือ รวมถึงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยา (Geopark) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวสายเรียนรู้และอนุรักษ์ธรรมชาติ 3) การท่องเที่ยวเชิงกีฬาและกิจกรรม (Sports & Festival Tourism) ผลักดันจังหวัดเลยสู่ “เมืองกีฬา (Sports City)” ผ่านกิจกรรมวิ่งเทรล ปั่นจักรยานเสือภูเขา และการแข่งขันกีฬากลางแจ้งท่ามกลางธรรมชาติ ควบคู่กับเทศกาลสำคัญ เช่น งานดอกฝ้ายบาน สืบสานวัฒนธรรมไทเลย งานฤดูหนาว และเทศกาลหน้ากากนานาชาติ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกช่วงฤดูกาล 4) วิถีชีวิตและอาหารท้องถิ่น (Gastronomy & Local Life) นำเสนอเสน่ห์วิถีชีวิตริมโขงของชุมชนเชียงคาน การทำข้าวเหนียว การปรุงอาหารพื้นถิ่น รวมถึงการส่งเสริมสินค้า OTOP และผลไม้ขึ้นชื่อ เช่น แมคคาเดเมีย และสับปะรด เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนและยกระดับเศรษฐกิจฐานราก 5) มาตรการความปลอดภัยและการเข้าถึง (Safety &Accessibility) เน้นมาตรฐานความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น แอปพลิเคชันแจ้งเหตุ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้รองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ตามแนวคิด Tourism for All โดยคำนึงถึงผู้สูงอายุและผู้พิการ
นายประยูร อรัญรุท รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดเลยพร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และกลุ่มจังหวัดลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว สร้างกิจกรรมและเทศกาลตลอดทั้งปี ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และผลักดันการท่องเที่ยวให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป./